เปิดปกนิตยสารแฟชั่นเล่มไหนก็ได้ แล้วมองที่ชื่อหัวเล่ม เส้นตั้งหนา เส้นขวางบางเฉียบเกือบหายไป ปลายเส้นตัดตรงเป็นเหลี่ยมคม ตัวอักษรพวกนี้ดูแพงตั้งแต่ยังไม่ทันอ่านว่าเขียนคำว่าอะไร

รูปทรงแบบนี้มีต้นทางจากช่างพิมพ์คนหนึ่งในเมืองปาร์มา ประเทศอิตาลี เมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน เขาชื่อ Giambattista Bodoni และฟอนต์ที่ใช้ชื่อเขายังอยู่บนปกนิตยสารมาจนถึงวันนี้

นิตยสารแฟชั่นวางซ้อนกันโชว์ชื่อหัวเล่มตัวเซริฟคอนทราสต์สูง
ภาพ: Unsplash

Bodoni ทำงานเป็นช่างพิมพ์ประจำราชสำนักดยุคแห่งปาร์มาช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 เขาหมกมุ่นกับความสะอาดของหน้ากระดาษถึงขั้นที่คนรุ่นหลังเรียกเขาว่าราชาของช่างพิมพ์ หนังสือของเขาเว้นขอบกว้าง จัดตัวอักษรห่างๆ ให้แต่ละบรรทัดได้หายใจ

ฟอนต์ที่เขาออกแบบถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า modern หรือ Didone จุดเด่นคือความต่างสุดขั้วระหว่างเส้นหนากับเส้นบางในตัวอักษรเดียวกัน กับเซริฟที่บางเป็นเส้นตรง ไม่มีส่วนโค้งรับเหมือนฟอนต์รุ่นก่อนหน้า

ตัวอักษรเซริฟเรียงกันบนผนัง เห็นความต่างของเส้นหนาเส้นบาง
ภาพ: Unsplash

ของที่ Baskerville เริ่ม Bodoni ดันจนสุด

ความต่างของเส้นแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว มันค่อยๆ มากขึ้นทีละรุ่น Baskerville ในอังกฤษเป็นคนเริ่มเพิ่มคอนทราสต์และทำให้เส้นคมขึ้น จากฟอนต์เก่าที่เส้นค่อนข้างเสมอกัน Bodoni รับไม้ต่อแล้วดันมันไปจนสุดทาง เส้นหนาหนาขึ้น เส้นบางบางลงจนเกือบเป็นเส้นผม

สิ่งที่ทำให้ทำแบบนี้ได้คือเทคโนโลยีในยุคนั้นตามทัน กระดาษเรียบขึ้น หมึกดีขึ้น แท่นพิมพ์กดได้แม่นขึ้น เส้นผมบางๆ ที่เคยพิมพ์ออกมาขาดหาย จึงติดบนกระดาษได้ครบ ฟอนต์แบบ Bodoni คือฟอนต์ที่ต้องรอให้งานพิมพ์ดีพอก่อนถึงจะมีอยู่ได้จริง

ตัวพิมพ์โลหะระยะใกล้ ร่องรอยของงานพิมพ์ยุคเก่า
ภาพ: Unsplash

แต่ความสวยนี้มีราคาของมัน พอย่อ Bodoni ให้เล็กลงเป็นตัวเนื้อความ เส้นผมบางๆ จะเริ่มหายไปหรือกะพริบจนอ่านยาก จะอ่านหนังสือทั้งเล่มที่พิมพ์ด้วย Bodoni ตัวเล็กๆ จึงเหนื่อยตา ฟอนต์นี้ไม่ได้ถูกสร้างมาให้เป็นพื้นหลังที่คนไม่ทันสังเกต

ทำไมความหรูถึงเลือกฟอนต์นี้

ที่ทางที่ Bodoni อยู่ได้ดีที่สุดคือตัวใหญ่ๆ บนปก บนป้าย บนชื่อแบรนด์ ตรงที่ตัวอักษรมีพื้นที่พอให้เส้นผมได้อวดตัว วงการแฟชั่นและสินค้าหรูจับจุดนี้ได้เร็ว หัวนิตยสารแฟชั่นจำนวนมากใช้ตัวอักษรทรง Didone แบบเดียวกับ Bodoni มาหลายสิบปี

หน้าในนิตยสารที่จัดวางตัวอักษรเซริฟอย่างประณีต
ภาพ: Unsplash

เหตุผลไม่ได้อยู่ที่ว่ามันอ่านง่ายกว่า แต่อยู่ที่ว่ามันสื่อออกมาว่าอย่างไร เส้นบางเฉียบให้ความรู้สึกประณีต แม่นยำ และเย็นชานิดหนึ่ง มันดูเหมือนของที่ทำด้วยความตั้งใจ ไม่ใช่ของที่ทำเร็วๆ และเพราะเส้นบางต้องการงานพิมพ์คุณภาพดีถึงจะออกมาสวย การเลือกใช้มันจึงเป็นการบอกกลายๆ ว่าของชิ้นนี้ไม่ประหยัดต้นทุน

หนังสือหลายเล่มวางเรียงโชว์สันปกตัวอักษรเซริฟ
ภาพ: Unsplash

สิ่งที่ Bodoni ทิ้งไว้จึงไม่ใช่แค่รูปทรงตัวอักษร แต่คือการค้นพบว่าความต่างระหว่างหนากับบาง หมึกดำกับกระดาษขาว สามารถกลายเป็นความรู้สึกได้ ก่อนที่คำไหนจะถูกอ่านออกเสียงด้วยซ้ำ

หน้ากระดาษที่จัดวางตัวอักษรอย่างมีจังหวะ
ภาพ: Unsplash

ครั้งหน้าที่เห็นชื่อแบรนด์ที่เส้นบางจนเกือบหาย ลองสังเกตว่าตัวเราตัดสินมันไปแล้วหรือยังก่อนจะอ่านจบ บางที ฟอนต์ทำงานเสร็จก่อนที่เราจะรู้ตัว


ของบนโต๊ะที่เข้ากับเรื่องนี้

Daily Eyes Poster No.1 โปสเตอร์ลายเส้นหมึกดำบนพื้นขาว

Daily Eyes Poster No.1 ลายเส้นหมึกดำบนกระดาษขาว ความต่างของดำกับขาวที่เล่าเรื่องได้เอง แบบเดียวกับที่ตัวอักษรเซริฟทำ

แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด