บ่ายที่แดดจัด ในห้องที่ดูเหมือนไม่มีอะไร มีแถบสีแดงและน้ำเงินค่อยๆ เลื่อนผ่านพื้น จากมุมหนึ่งไปอีกมุมหนึ่ง ช้าจนแทบไม่รู้ว่ามันขยับ
แสงนั้นไม่ได้มาจากหลอดไฟ มันเดินทางผ่านแผ่นกระจกสีบานหนึ่งก่อนตกลงบนพื้น แล้วเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยตามที่ดวงอาทิตย์เคลื่อน กระจกสีเป็นงานไม่กี่ชนิดที่คนทำวางมันเสร็จแล้ว แต่ตัวงานยังไม่จบ ต้องรอให้แสงเดินผ่านก่อน

กระจกสีอยู่กับเรามานาน เรามักผูกมันไว้กับหน้าต่างโบสถ์สูงๆ ภาพนักบุญ เรื่องเล่าในพระคัมภีร์ ช่างยุคกลางใช้มันเล่าเรื่องให้คนที่อ่านหนังสือไม่ออกได้ดูภาพแทนตัวอักษร สีแต่ละสีมาจากการผสมโลหะลงในเนื้อแก้วตอนหลอม ทองแดงให้สีแดง โคบอลต์ให้สีน้ำเงิน เงินให้สีเหลือง
วิธีทำแทบไม่เปลี่ยนเลยตลอดหลายร้อยปี ตัดแก้วเป็นชิ้นตามแบบที่วาดไว้ ประกอบเข้าด้วยกันด้วยเส้นตะกั่วที่เรียกว่า came แล้วบัดกรีจุดต่อให้ยึดกันทั้งบาน เป็นงานที่ต้องนิ่ง มือต้องมั่นคง และต้องรอได้

เมื่อกระจกสีเดินออกจากโบสถ์
สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่วิธีทำ แต่คือที่ที่มันไปอยู่ ในช่วงหลังมีศิลปินและนักออกแบบหยิบกระจกสีมาใช้ในบ้าน ในแกลเลอรี ในอาคารที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาเลย ตัวเทคนิคเดิม แต่เรื่องที่มันเล่าเปลี่ยนไปหมด
ในอังกฤษ Brian Clarke ทำกระจกสีขนาดใหญ่ให้อาคารสมัยใหม่และพื้นที่สาธารณะ ไม่มีนักบุญ ไม่มีเรื่องในคัมภีร์ มีแต่สีและรูปทรงที่ปล่อยให้แสงเป็นคนเติมความหมายเอง ส่วนในอเมริกา Judith Schaechter ใช้เทคนิคเก่าแก่เล่าเรื่องคนธรรมดา ความเศร้า ความเจ็บ ในแผ่นภาพที่ละเอียดจนต้องเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ถึงจะเห็นว่าเส้นตะกั่วทุกเส้นถูกวางไว้ตรงไหน

สิ่งที่งานเหล่านี้มีร่วมกันคือความอดทนของวัสดุ แก้วไม่ใช่สีที่ป้ายทับแก้ได้ ตัดผิดหนึ่งชิ้นก็ต้องตัดใหม่ทั้งชิ้น เส้นตะกั่วบัดกรีพลาดก็ต้องรื้อ มันไม่ยอมให้รีบ และคนที่ทำงานกับมันก็ดูจะยอมรับข้อนี้ตั้งแต่ต้น
ความช้าแบบนี้เก็บบางอย่างที่ไม่นิ่งไว้ในของที่นิ่ง เหมือนที่ Lilla Tabasso ปั้นดอกไม้จากแก้ว Murano ให้หยุดนิ่งกลางความเหี่ยว กระจกสีก็หยุดแสงชั่วขณะไว้ในกรอบตะกั่ว แล้วปล่อยให้มันขยับอีกครั้งเมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อน

งานที่อากาศเป็นคนตัดสิน
ลองสังเกตกระจกสีบานเดิมในเวลาต่างกัน เช้าที่ฟ้าใส สีจะคมและสด เที่ยงที่แดดตรง แสงทะลุแรงจนสีเกือบเรืองออกมา บ่ายที่เมฆมาบัง ทุกอย่างหม่นลงพร้อมกัน และในหน้าหนาวที่ดวงอาทิตย์อยู่ต่ำ เงาสีจะยืดยาวออกไปไกลกว่าปกติ
นี่คือสิ่งที่ทำให้กระจกสีต่างจากภาพเขียนหรือภาพพิมพ์ที่เราแขวนไว้บนผนัง งานพวกนั้นดูเหมือนเดิมทุกเวลา เช้าเที่ยงเย็นก็เท่าเดิม แต่กระจกสีเปลี่ยนไปทั้งวันโดยที่ไม่มีใครไปแตะมันเลย คนทำเป็นแค่คนวางเงื่อนไข ส่วนคนที่ทำให้งานเสร็จจริงๆ คือแสงกับอากาศของวันนั้น

บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่กระจกสีกลับมาอยู่ในสายตาคนอีกครั้ง ในเวลาที่ภาพส่วนใหญ่ที่เราเห็นอยู่บนหน้าจอ สว่างเท่ากันตลอด ไม่ขึ้นกับเวลา ไม่ขึ้นกับดินฟ้าอากาศ กระจกสีเป็นของไม่กี่อย่างที่ยังยืนยันว่าตัวมันเองเปลี่ยนไปตามวันที่คุณมองมัน

งานส่วนใหญ่ที่เราสะสมไว้ เราคาดหวังให้มันคงที่ อยู่กับที่ เป็นหลักฐานว่าเวลาไม่ได้พรากอะไรไป กระจกสีเลือกทางตรงข้าม มันยอมให้ทุกวันมาแตะมันครั้งหนึ่ง แล้วจากไปในตอนค่ำ
ของที่ไม่เคยอยู่นิ่ง อาจกลายเป็นของที่เรามองได้นานที่สุด
ของในเว็บที่เข้ากับเรื่องนี้

Red Tulip Rug พรมทอมือที่จัดวางสีทีละเส้นด้วยมือ เหมือนกระจกสีที่ประกอบทีละชิ้น ความอดทนแบบเดียวกันในวัสดุคนละอย่าง
แรงบันดาลใจจากศิลปะและดีไซน์เพิ่มเติมได้ที่ Portjolio ที่ซึ่งเรื่องราวสร้างสรรค์ยังคงต่อเนื่องไม่สิ้นสุด